OUT-1801




วันแรก                  กรุงเทพฯ

19.30 น.               คณะพร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ประตู 8 เคาน์เตอร์ S ของสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ พบเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก           

22.35 น.                ออกเดินทางสู่ เมืองอิสตันบูล  โดยเที่ยวบิน TK 65 

***คณะเดินทางตั้งแต่วันที่ 5-12 เม.ย. 61 เป็นต้นไป ออกเดินทาง เวลา 21.30 น. และ ถึงเมืองอิสตันบูล เวลา 04.00 น.***

***คณะเดินทางวันที่ 14-21 เม.ย. 61 (บัส 2) ออกเดินทาง เวลา 22.40 น. และ ถึงเมืองอิสตันบูล เวลา 05.00 น.***

 

วันที่สอง               เคย์เซอร์รี่ – เกอเรเม – คัปปาโดเกีย – ชมระบำหน้าท้อง

05.50 น.               เดินทางถึง เมืองอิสตันบูล               

07.35 น.                ออกเดินทางต่อ สู่เมืองเคย์เซอรี่ (Kayser) โดยเที่ยวบินที่ TK 2010

***คณะเดินทางตั้งแต่วันที่ 5-12 เม.ย. 61 เป็นต้นไป ออกเดินทาง เวลา 06.40 น. และ ถึงสนามบินเคย์เซอรี่ เวลา 08.05 น.***

09.00 น.               เดินทางถึง สนามบินเคย์เซอรี่ จากนั้นเดินทางสู่ เมืองคัปปาโดเกีย (Cappadocia) ชื่นชมดินแดนที่มีภูมิประเทศอันน่าอัศจรรย์ซึ่งเกิดจากลาวาภูเขาไฟที่ไหลออกมาปกคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง แล้วทับถมเป็นเวลาหลายล้านปี  เมื่อวันเวลาผ่านไป พายุ ลม ฝน และหิมะได้เป็นกัดเซาะแผ่นดิน มาเรื่อยๆ ก่อให้เกิดการแปรสภาพเป็นหุบเขาร่องลึก เนินเขา กรวยหินและเสารูปทรงต่างๆ เกิดเป็นภูมิประเทศที่งดงาม แปลกตาและน่าอัศจรรย์ ดั่งสวรรค์บนดิน จนได้ชื่อว่า “ดินแดนแห่งปล่องนางฟ้า”  และได้รับการแต่งตั้งจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมแห่งแรกของตุรกี แล้วนำท่านชม นครใต้ดิน (Underground City Derinkuyu or Kaymakli) ซึ่งเป็นที่หลบซ่อนจากการรุกรานของข้าศึกพร้อมทั้งยังมีระบบระบายอากาศและสภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ใต้ดินพร้อมสรรพ      

เที่ยง                      รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง         

นำคณะออกเดินทางสู่ เมืองเกอเรเม (Goreme) นำท่านเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง (Goreme Open-Air Museum) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์ในช่วง ค.ศ.9 ซึ่งเป็นความคิดของชาวคริสต์ที่ต้องการเผยแพร่ศาสนาโดยการขุดถ้ำเป็นจำนวนมากเพื่อสร้างโบสถ์ และยังเป็นการป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าลัทธิอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับศาสนาคริสต์ จากนั้นนำท่านเข้าชม โรงงานทอพรม (Carpet Factory) และ โรงงานเซรามิค (Pottery at Avanos Village) คุณภาพดีของประเทศตุรกี ให้เวลาท่านเลือกซื้อตามอัธยาศัย  

ค่ำ                           รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร อาหารพื้นเมือง   

ชมระบำหน้าท้อง (Belly dance) และการแสดงพื้นเมืองต่างๆ ของตุรกีอันลือชื่อที่น่าตื่นตาตื่นใจ

เข้าสู่ที่พัก โรงแรม RAMADA CAPPADOCIA หรือเทียบเท่า

 

วันที่สาม               คัปปาโดเกีย – คอนย่า – พิพิธภัณฑ์เมฟลานา – ปามุคคาเล

เช้า                          รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

                                                **สำหรับท่านใดที่สนใจขึ้นบอลลูนชมความงามของเมืองคัปปาโดเกีย จะต้องออกจากโรงแรม 05.00 น.ชมความงดงามของเมืองคัปปาโดเกียในอีกมุมหนึ่งที่หาชมได้ยาก ใช้เวลาอยู่บอลลูนประมาณ 1 ชั่วโมง (ค่าขึ้นบอลลูนไม่ได้รวมอยู่ในค่าทัวร์ ราคา US 200 ต่อ 1 ท่าน)**

นำท่านออกนำท่านออกเดินทางสู่ เมืองคอนย่า (Konya) ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเซลจูคในช่วงปี ค.ศ.1071-1308 รวมทั้งยังเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของภูมิภาคแถบนี้อีกด้วย ระหว่างทางให้ท่านได้ชมทัศนียภาพสองข้างทางสบายๆที่งดงามตามธรรมชาติตลอดสองฝั่งทางของประเทศตุรกี ระหว่างทางแวะชม “คาราวานสไลน์” ที่พักกองคาราวานในอดีตของ สุลต่านฮานี (Sultan Han Caravanserai) ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านสุลต่านฮานี สร้างโดยสุลต่านอาเลดดิน เคย์โคบาท ราวศตวรรษที่ 13 ประตูทำด้วยหินอ่อนสกัดลวดลายโบราณ ตรงกลางเป็นสุเหร่า ส่วนบริเวณอื่นจัดเป็นครัว ห้องน้ำ และห้องนอน จากนั้นนำท่านเข้าชม พิพิธภัณฑ์เมฟลานา (Mevlana Museum ) หรือสำนักลมวน เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1231 โดยเมฟลานา เจลาเลคดิน รูบี ซึ่งเชื่อกันว่า ชายคนนี้เป็นผู้วิเศษของศาสนาอิสลาม หรือเรียกได้ว่าเป็นผู้ชักชวนคนที่นับถือศาสนาคริสต์ให้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม โดยมีพื้นฐานอยู่บนความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน               

เที่ยง                      รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร  อาหารพื้นเมือง

บ่าย                        นำท่านเดินทางสู่ เมืองปามุคคาเล (Pamukkale) เป็นน้ำตกหินปูนสีขาวที่เกิดขึ้นจากธารน้ำใต้ดินที่มีอุณหภูมิประมาณ 35 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นที่มีแร่หินปูน (แคลเซียมออกไซด์) ผสมอยู่ในปริมาณที่สูงมาก ไหลรินลงมาจากภูเขา “คาลดากึ” ที่ตั้งอยู่ห่างออกไปทางทิศเหนือ รินเอ่อท้นขึ้นมาเหนือผิวดิน และทำปฏิกิริยาจับตัวแข็งเกาะกันเป็นริ้ว เป็นแอ่ง เป็นชั้น ลดหลั่นกันไปตามภูมิประเทศ เกิดเป็นประติมากรรมธรรมชาติ อันสวยงามแปลกตาที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ยากจะหาที่ใดเหมือน จนทำให้ปามุกคาเล่และเมืองเฮียราโพลิส ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมในปี ค.ศ. 1988 สำคัญอื่นๆ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ปามุคคาเล่ โรงอาบน้ำโรมัน โบสถ์สมัยไบแซนไทน์              

(ระยะทาง 235 ก.ม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชม.)

ค่ำ                           รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร อาหารพื้นเมือง   

เข้าสู่ที่พัก โรงแรม PAM THERMAL หรือเทียบเท่า

วันที่สี่    ปามุคคาเล – ปราสาทปุยฝ้าย – คูซาดาซึ

เช้า                          รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

                                                นำท่านชม ปามุคคาเล (Pamukkale) หรือ ปราสาทปุยฝ้าย (Cotton Castle) ซึ่งเกิดจากน้ำแร่ร้อนที่มีแร่ธาตุแคลเซี่ยม คาร์บอเนต มาตกตะกอน เกิดเป็นลักษณะหน้าผา ซ้อนกันเป็นชั้นน้ำตก มีสีขาวคล้ายกับสร้างมาจากปุยฝ้าย ซึ่งน้ำแร่ที่ไหลลงมาแต่ละชั้นจะแข็งเป็นหินปูน ย้อยเป็นรูปร่างต่างๆอย่างสวยงามและน่าอัศจรรย์ น้ำแร่นี้มีอุณหภูมิตั้งแต่ประมาณ 35–100 องศาเซลเซียส ประชาชนจึงนิยมไปอาบหรือนำมาดื่ม เพราะเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการรักษาโรคหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ ความดันโลหิตสูง โรคทางเดินปัสสาวะ และโรคไต ในอดีตกาลชาวโรมันเชื่อว่าน้ำพุร้อนสามารถรักษาโรคได้ จึงได้สร้างเมืองเฮียราโพลิสล้อมรอบ  นำท่านชม เมืองโบราณเฮียราโพลิส (Hierapolis) ในอดีตเป็นสถานที่บำบัดโรค ก่อตั้งโดยกษัตริย์ยูเมเนสที่ 1แห่งแพร์กามุม ในปี 190 ก่อนคริสต์กาล สถานที่แห่งนี้มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นหลายครั้งหลังปี ค.ศ.1334 จึงไม่มีคนอาศัยอยู่อีก ศูนย์กลางของเฮียราโพลิสเป็นบ่อน้ำที่ศักสิทธิ์ ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในโรงแรมปามุคคาเล สถานที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ปามุคคาเล โรงอาบน้ำโรมัน โบสถ์สมัยไบแซนไทน์

จากนั้นออกเดินทางไปยัง เมืองคูซาดาสึ (Kusadasi) อันเป็นที่ตั้งของ เมืองเอฟฟิซุส (City of Ephesus)  เมืองโบราณที่มีการบำรุงรักษา ไว้เป็นอย่างดี ที่สุดเมืองหนึ่ง เคยเป็นที่อยู่ของ ชาวโยนก (Ionia) จากกรีกซึ่งอพยพเข้ามาปักหลักสร้างเมืองขึ้นที่นี่ เมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล  ต่อมาถูกรุกรานเข้ายึดครองโดยพวกเปอร์เซีย และกษัตริย์ อเล็กซานเดอร์มหาราช ภายหลังเมื่อโรมันเข้าครอบครองก็ได้สถาปนา “เอเฟซุส” ขึ้นเป็นเมืองหลวงต่างจังหวัดของโรมัน เราได้เดินบนถนนหินอ่อน ผ่านใจกลางเมืองเก่าที่สองข้างทาง เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างที่ปรักหักพังเมื่อสมัย 2,000 ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวัดต่างๆ หอสมุด โรงละครกลางแจ้ง ที่สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 30,000 คน ซึ่งยังคงใช้งานได้จนถึงปัจจุบันนี้  และมีคอนเสิร์ตของ ฮูลิโอ อิงเกลเซียส มาแสดง   

เที่ยง                      รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร อาหารพื้นเมือง        

บ่าย                        นำท่านเดินทางเข้าสู่ เมืองโบราณเอเฟซุส (City of Ephesus) ที่ยิ่งใหญ่และงดงามจนกระทั่งจารึกว่า “มหานครแห่งแรกและยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเซีย” เมืองโบราณที่สมบูรณ์และมั่งคั่งที่สุด ถนนทุกสายปูด้วยหินอ่อน ชม ห้องสมุดเซลซุส (The Library of Celsus) ห้องสมุดแห่งนี้มีทางเข้า 3 ทาง โดยบริเวณประตูทางเข้ามีรูปแกะสลักเทพี 4 องค์ประดับอยู่ ได้แก่ เทพีแห่งปัญญา เทพีแห่งคุณธรรม เทพีแห่งความเฉลียวฉลาด และเทพีแห่งความรู้ รูปแกะสลักเทพีทั้ง 4 องค์นี้เป็นของจำลอง ส่วนของจริงนักโบราณคดีชาวออสเตรียได้นำกลับไปออสเตรียและตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กรุงเวียนนา แวะชม โรงละครเอเฟซุส ซึ่งจุคนได้ประมาณ 30,000 คน เป็นโรงละครกลางแจ้งที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโรงละครโบราณในตุรกี มีลานแสดงตรงกลางแวดล้อมด้วยที่นั่งชมไล่ระดับขึ้นไป ปัจจุบันยังสามารถใช้งานได้ดีอยู่และมีการจัดการแสดงแสงสีเสียงบ้างเป็นครั้งคราว ห้องอาบน้ำแบบโรมันโบราณ (Roman Bath) ที่ยังคงเหลือร่องรอยของห้องอบไอน้ำให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ ชม โบสถ์นักบุญเซนต์ จอห์น (Basilic of St. John) สาวกของพระเยซูคริสต์ที่ออกเดินทางเผยแพร่ศาสนาไปทั่วดินแดนอนาโตเลียหรือประเทศตุรกีในปัจจุบัน  นำท่านเข้าชม บ้านของพระแม่มารี (House of the Virgin Mary) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่สุดท้ายที่พระแม่มารีมาอาศัยและสิ้นพระชนม์ในบ้านหลังนี้ ถูกค้นพบอย่างปาฏิหาริย์โดยแม่ชีตาบอดชาวเยอรมันชื่อ แอนนา แคเทอรีน เอมเมอริช Anna Catherine Emmerich ค.ศ. 1774-1824  หลังจากนั้นนำท่านเยี่ยมชม โรงงานหนังชั้นนำ Leather Fashion House โรงงานผลิตเสื้อหนังคุณภาพดี ให้ท่านมีเวลาเลือกซื้อ ผลิตภัณฑ์เสื้อหนัง ตามอัธยาศัย     

ค่ำ                           รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร อาหารพื้นเมือง   

เข้าสู่ที่พัก โรงแรม GRAND BELISH หรือเทียบเท่า

 

วันที่ห้า                 ซาดาซึ – เพอร์กามัม– ทรอย – ชานัคคาเล

เช้า                          รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

                                                นำท่านเดินทางสู่ เมืองเพอร์กามัม (Pergamon) ตั้งอยู่ในบริเวณอะนาโตเลียห่างจากทะเลอีเจียนประมาณ 30 กม.ทางด้านเหนือของแม่น้ำไคซูส ซึ่งเป็นเมืองโบราณของกรีกที่มีความสำคัญของพวกเฮเลนนิสติก ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ คือ วิหารอะโครโปลิส (Acropolis) นครบนที่สูง เป็นโครงสร้างฐานในการป้องกันเมืองของอาณาจักรกรีกและโรมัน ซึ่งผู้ตั้งถิ่นฐานในสมัยนั้นมักเลือกที่สูง ซึ่งมักจะเป็นเนินเขาที่ด้านหนึ่งเป็นผาชัน และกลายเป็นศูนย์กลางของมหานครใหญ่ ที่เติบโตรุ่งเรืองอยู่บนที่ราบเบื้องล่างที่รายล้อมป้อมปราการเหล่านี้ โดย เมืองด้านบน (upper town) จะเป็นพื้นที่วิหารบูชาเทพเจ้า สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ พระราชวังและพื้นที่ใช้งานต่างสำหรับกษัตริย์และชนชั้นสูงเท่านั้น ส่วนประชาชนคนธรรมดาทั่วไปจะอยู่ในส่วนของเมืองด้านล่าง  

เที่ยง                      รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร อาหารพื้นเมือง        

บ่าย                        นำท่านชม เมืองทรอย (Troy) ปัจจุบันกรุงทรอยตั้งอยู่ในเมืองชานัคคาเล ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง บริเวณกรุงทรอย มีการจัดแสดงแบบจำลองกรุงทรอย และเรื่องราวการค้นพบโดยนักโบราณคดี พร้อมทั้งภาพแผนผังเมืองทรอยที่ถูกสร้างซ้อนทับกันถึง 9 ชั้น มีซากเมืองเก่า กำแพง ประตู และม้าไม้จำลองแห่งทรอย ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์อันชาญฉลาดด้านกลศึกของนักรบโบราณ โดยเป็นสาเหตุทำให้กรุงทรอยแตก ให้เวลาท่าน ชมและถ่ายรูปคู่กับม้าไม้จำลองแห่งทรอย (Trojan Horse) จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองชานัคคาเล (Canakkale) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าตลอดจนชุมทางการเดินรถ และขนถ่ายสินค้าจากเอเชียสู่ยุโรป นับตั้งแต่สุลต่านอาห์เม็ดที่ 2 ได้สร้างป้อมปราการขึ้นที่นี่เมื่อปี 1452  เมืองชานัคคาเล่ในอดีตเป็นที่ตั้งของสมรภูมิรบกัลลิโปลี สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการรุกคืบหน้า เข้าไปยังช่องแคบคาร์ดาแนลส์ เพื่อบีบให้ตุรกีถอนตัวออกจากสงครามโลก              

ค่ำ                           รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร อาหารพื้นเมือง   

เข้าสู่ที่พัก โรงแรม KOLIN หรือเทียบเท่า

 

วันที่หก                 ชานัคคาเล – อิสตันบูล – พระราชวังโดลมาบาเช – ล่องเรือช่องแคบบอสฟอรัส

เช้า                          รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

                                                นำท่านเดินทางสู่ เมืองอิสตันบูล (Istanbul) เมื่องสำคัญอันดับ 1 ของประเทศ เดิมชื่อ คอนสแตนติโนเปิล เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศตุรกี ตั้งอยู่บริเวณ ช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus) ซึ่งทำให้อิสตันบูลเป็นเมืองสำคัญเพียงเมืองเดียวในโลก ที่ตั้งอยู่ใน 2 ทวีป คือ ทวีปยุโรป (ฝั่ง Thrace ของบอสฟอรัส) และทวีปเอเชีย (ฝั่งอนาโตเลีย) ซึ่งในอดีต อิสตันบูลเป็นเมืองสำคัญของชนเผ่าจำนวนมากในบริเวณนั้น จึงส่งผลให้อิสตันบูลมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป            

เที่ยง                      รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร อาหารจีน  

บ่าย                        นำท่านเข้าชม พระราชวังโดลมาบาเช (Dolmabahce) สร้างโดยสุลต่านอับดุลเมจิต ในปี ค.ศ.1843-1856 ยุคปลายอาณาจักรออตโตมัน เป็นพระราชวังสุดหรูหราอลังการที่ทุ่มสร้างคิดเป็นเงินในปัจจุบันถึงประมาณพันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างถึง 12 ปี  ผสมผสานศิลปะแบบพระราชวังยุโรปกับแบบอาหรับอย่างสวยงาม ชมโคมไฟระย้าขนาดใหญ่น้ำหนักถึง 4.5 ตัน เครื่องแก้วเจียระไน และพรมทอผืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ระยะทาง 98 ก.ม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.15 ชม.)

จากนั้นนำท่าน ล่องเรือชมช่องแคบบอสฟอรัส ซึ่งเป็นช่องแคบที่เชื่อมทะเลดำ (The Black Sea) เข้ากับทะเลมาร์มาร่า (Sea of Marmara) ความยาวทั้งสิ้น ประมาณ 32 กิโลเมตร ความกว้างตั้งแต่ 500 เมตร จนถึง 3 กิโลเมตร ถือว่าสุดขอบของทวีปยุโรปและสุดขอบของทวีปเอเชียมาพบกันที่นี่ นอกจากความ สวยงามแล้ว ช่องแคบบอสฟอรัสยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งในการป้องกันประเทศตุรกีอีกด้วย  ขณะล่องเรือท่านจะได้เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ข้างทางไม่ว่าจะเป็นพระราชวังโดลมาบาชเช่หรือบ้านเรือนสไตล์ยุโรปของบรรดาเศรษฐี ซึ่งล้วนแล้วแต่สวยงามตระการตาทั้งสิ้น

จากนั้นนำท่านสุ่ ตลาดสไปซ์ มาร์เก็ต (Spice Market) หรือตลาดเครื่องเทศ ท่านสามารถเลือกซื้อของฝากได้ในราคาย่อมเยา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ ชาหรือกาแฟ รวมถึงผลไม้อบแห้งอันขึ้นชื่อของตุรกี อย่าง แอปริคอท หรือจะเป็นถั่วพิทาชิโอซึ่งมีให้เลือกซื้อมากมาย

ค่ำ                           รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร อาหารไทย            

เข้าสู่ที่พัก โรงแรม RAMADA PLAZA TEKSTILKENT หรือเทียบเท่า

 

วันที่เจ็ด                ฮิปโปโดม – สุเหร่าสีน้ำเงิน – เซนต์โซเฟีย – พระราชวังทอปกาปึ – ( เมษายน 2018 สวนดอกทิวลิป ) – สนามบิน   

เช้า                          รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

                                นำท่านชมบริเวณ จัตุรัสสุลต่านอาห์เหม็ด (Sultan Ahmed Complex) มีชื่อเรียกโบราณคือ ฮิปโปโดม (Hippodrome) ตั้งอยู่หน้าสุเหร่าสีน้ำเงิน เดิมเป็นลานแข่งรถม้าและศูนย์กลางเมืองในยุคไบแซนไทน์ นำท่านชม นำชม สุเหร่าสีน้ำเงิน  (Blue Mosque) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทางศาสนา ที่มีความสวยงามแห่งหนึ่ง ชื่อนี้ได้มาจากกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงิน ที่ใช้ปูตลอดแนวฝาผนังด้านใน  และถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นวังของจักรพรรดิไบเซนไทน์ โดยสุลต่านอาห์เหม็ตที่ 1  ค.ศ.1609  ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 7 ปี จากนั้นนำท่านชม สุเหร่าเซนต์โซเฟีย (Mosque of Hagia Sophia) หรือชื่อในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ฮาเยียโซเฟีย (Ayasofya Museum) เดิมเคยเป็นโบสถ์ของคริสต์ศาสนา นิกายออร์โธดอกส์ ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นสุเหร่า ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง และ ถือเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง จุดเด่นอยู่ที่ยอดโดมขนาดมหึมากลางวิหาร และนับเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์       

เที่ยง                      รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร อาหารจีน  

                                นำท่านเข้าชม พระราชวังทอปกาปึ (Tokapi Palace) ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ประทับของสุลต่านแห่งราชวงศ์ออตโตมัน ปัจจุบันพระราชวังทอปกาปิกลายเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ใช้เก็บมหาสมบัติอันล้ำค่าอาทิ เช่น เพชร 96 กะรัต กริชทองประดับมรกต เครื่องลายครามจากจีน หยก มรกต ทับทิม และเครื่องทรงของสุลต่าน ฯลฯ (ภายในพระราชวังมีการปิดปรับปรุงบางส่วน อาจจะทำให้ไม่สามารถเข้าชมได้ทั้งหมด) จากนั้นเดินทางสู่ ตลาดในร่ม (Kapali Carsisi หรือ Covered Bazaar) หรือ แกรนด์บาซาร์ (Grand Bazaar) เป็นตลาดเก่าแก่ สร้างครั้งแรกในสมัยสุลต่านเมห์เม็ดที่ 2 เมื่อปี ค.ศ. 1461 ตลาดนี้กินเนื้อที่กว่า 2 แสนตารางเมตร ประกอบด้วยร้านค้ากว่า 4,000 ร้าน ขายของสารพัด ตั้งแต่ทองหยอง เครื่องประดับ พรม เครื่องเงิน เครื่องหนัง กระเบื้อง  เครื่องทองแดง ทองเหลือง สินค้าหัตถกรรม ของที่ระลึก ฯลฯ ที่นี่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงตั้งราคาสินค้าเอาไว้ค่อนข้างสูง ควรต่อรองราคาให้มาก สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางสุ่ สนามบินอิสตันบูล

คณะเดินทางในเดือนเมษายน จะพาท่านเข้าชม สวนดอกทิวลิป โดยยกเลิกการไป ตลาดในร่ม (Kapali Carsisi หรือ Covered Bazaar) หรือ แกรนด์บาซาร์ นำเข้าชม สวนอีเมอร์กัน(Emirgan Park) สวนสาธารณะที่สวยที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดของตุรกี สวนสาธารณะแห่งนี้จะใช้เป็น สถานที่จัดงาน เทศกาลดอกทิวลิป Tulip Festival 2018 ในเดือนเมษายน ของทุกปี โดยประเทศตุรกี เป็นต้นกำเนิดของดอกทิวลิป ให้เวลาท่านได้อิสระกับการถ่ายภาพดอกทิวลิปหลากสี หลายสายพันธุ์ นับเป็นล้านๆ ดอก ตามอัธยาศัย และ ชมความสวยงามของดอกไม้นานาพันธุ์หลากสี ที่ท่านจะชื่นชอบและประทับใจ เพลิดเพลินกับหมู่มวลของดอกทิวลิป หลากหลายสีสันและไม้ดอกนานาพันธุ์ที่บานสะพรั่งอยู่ในสวนสวย         

20.50 น.                ออกเดินทางสู่กรุงเทพ โดยสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ TK 64            

 

วันที่แปด              อิสตันบูล – กรุงเทพฯ

09.45 น.               คณะเดินทางกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ         

 

***************************************

อัตราค่าบริการนี้รวม

  • ค่าตั๋วเครื่องบิน ชั้นประหยัด ( Economy Class) ที่ระบุวันเดินทางไปกลับพร้อมคณะ (ในกรณีมีความประสงค์อยู่ต่อ จะต้องไม่เกินจำนวนวัน และอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสายการบิน)
  • ค่าภาษีสนามบินทุกแห่งตามรายการ
  • ค่ารถโค้ชปรับอากาศนำเที่ยวตามรายการ
  • ค่าห้องพักในโรงแรมตามที่ระบุในรายการหรือเทียบเท่า
  • ค่าอาหารตามที่ระบุในรายการ
  • ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวตามรายการ
  • ค่าประกันภัยการเดินทางรายบุคคล (หากต้องการเงื่อนไขกรมธรรม์สอบถามได้จากเจ้าหน้าที่)ค่าประกันอุบัติเหตุคุ้มครองในระหว่างการเดินทางวงเงินไม่เกินท่านละ 1,000,000 บาท
    ค่ารักษาพยาบาลในกรณีเกิดอุบัติเหตุวงเงินไม่เกินท่านละ 500,000 บาท (ตามเงื่นไขกรมธรรม์)
    ** ลูกค้าท่านใดสนใจ...ซื้อประกันการเดินทางสำหรับครอบคลุมเรื่องสุขภาพสามารถสอบถามข้อมูล เพิ่มเติมกับทางบริษัทได้ **
    • เบี้ยประกันเริ่มต้น 341 บาท [ระยะเวลา 4-6 วัน]
    • เบี้ยประกันเริ่มต้น 395 บาท [ระยะเวลา 7-10 วัน]
      **ความครอบคลุมผู้เอาประกันที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิด ถึง 85 ปี **
      [รักษาพยาบาล 2 ล้าน, เสียชีวิตหรือเสียอวัยวะจากอุบัติเหตุ 1.5 ล้านบาท]
  • มัคคุเทศก์ของบริษัทดูแลตลอดการเดินทาง (ไม่รวมค่าทิป)

 อัตราค่าบริการนี้ไม่รวม

  • ค่าธรรมเนียมการจัดทำหนังสือเดินทาง
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิเช่น  ค่าเครื่องดื่มที่สั่งพิเศษ, ค่าโทรศัพท์, ค่าซักรีด, ค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทาง, ค่าน้ำหนักเกินจากทางสายการบินกำหนดเกินกว่า 30 ก.ก.และมากกว่า 1 ชิ้น,  ค่ารักษาพยาบาล กรณีเกิดการเจ็บป่วยจากโรคประจำตัว, ค่ากระเป๋าเดินทางหรือของมีค่าที่สูญหายในระหว่างการเดินทาง เป็นต้น
  • ค่าธรรมเนียมน้ำมันและภาษีสนามบิน ในกรณีที่สายการบินมีการปรับขึ้นราคา
  • ค่าบริการยกกระเป๋าในโรงแรม ซึ่งท่านจะต้องดูแลกระเป๋าและทรัพย์สินด้วยตัวท่านเอง
  • ค่าทิปมัคคุเทศก์ท้องถิ่น, พนักงานขับรถ  (เท่ากับ 30 USD หรือ 1000 บาท)
  • ค่าทิปมัคคุเทศก์จากเมืองไทย (เท่ากับ 24 USD หรือ 800 บาท)
  • ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%

ราคาและรายการโปรแกรมดังกล่าว อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและสถานการณ์ ณ วันเดินทาง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเดินทางเป็นหลัก

TOP